Marketing & Digital marketing

กยท.ขับเคลื่อนโครงการสร้างเสถียรภาพยางพารา

การยางแห่งประเทศไทย กยท. ขับเคลื่อนโครงการสร้างเสถียรภาพยางพารา

ราคายางพาราในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายาง ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ยางแผ่นดิบอยู่ในระหว่าง 56-57บาทต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นรมควันชั้น3 อยู่ในระดับ59 บาทกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำยางสด หน้าโรงงาน ราคา 49.50 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงมาอย่างต่อเรื่อง จากก่อนหน้านี้ราคายางทั้ง 3 ชนิดเคยขึ้นถึงประมาณ70 บาทต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะน้ำยางสดนั้นราคาค่อนข้างผันผวนลดลงมาก

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า แม้ขณะนี้ราคายางจะลดลงมาบ้างแต่ก็ตาม แต่ถ้าวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและทิศทางในอนาคตแล้ว ราคายางมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนที่ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดมีความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยางมากขึ้น ประกอบกับประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลกอย่างจีนสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ยางจึงเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อความต้องการยางมีมากกว่าปริมาณยาง ราคาย่อมมีแนวโน้มที่ดีอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางในประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน ภาครัฐจำเป็นจะต้องมีมาตรการต่างๆออกมาสนับสนุน ล่าสุดคณะกรรมการ กยท. จึงเห็นชอบให้ กยท. ดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะ 2 หลังจากประสบผลสำเร็จในการนำร่องดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคเหนือ แต่ในครั้งนี้ได้ขยายผลดำเนินการทั่วประเทศ และไม่ได้ดำเนินโครงการเฉพาะยางก้อนถ้วยเท่านั้น แต่ได้ต่อยอดดำเนินโครงการกับน้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันด้วย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคายางให้มีเสถียรภาพ รวมทั้งยังเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด

นอกจากนี้ยังเป็นการยังเป็นการชะลอปริมาณผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาด ช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างรอขายผลผลิต ในขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยางที่มีคุณภาพที่ดี เนื่องจาก กยท.ได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพยางที่จะเข้าร่วมโครงการและการจัดเก็บ โดยยางก้อนถ้วยจะต้องมีเป็นยางที่มีค่า DRC 75% และสามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยไม่เสียคุณภาพ น้ำยางสด กำหนดค่า DRC 100% และจะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยไม่เสียคุณภาพ ในแท็งค์ที่ได้มาตรฐาน ส่วนยางแผ่นดิบและยางแผ่นรวมควัน จะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนโดยไม่เสียคุณภาพ

พร้อมทั้งยังได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับยางที่เข้าร่วมโครงการว่า จะต้องเป็นยางที่ขายผ่านตลาดกลางยางพารา หรือตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราจังหวัด ของ กยท. เท่านั้น เมื่อขายยางแล้ว กยท.จะหักเงินสินเชื่อกลับเข้าโครงการฯ และจ่ายเงินส่วนต่างให้แก่สถาบันเกษตรกร ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่เดือน มิถุนายน – กันยายน2564 ส่วนการใช้เงินคืนนั้น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ต้องส่งใช้เงินคืนในวงเงินที่ได้รับอนุมัติเต็มจำนวน โดยไม่เสียดอกเบี้ยใน 3 เดือนแรก แต่เมื่อสิ้นสุดโครงการฯ สถาบันเกษตรกรไม่ขายยางได้ จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามระเบียบ สูงสุดไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ของมูลค่ายางที่ขอสินเชื่อ

ทั้งนี้ กยท. ได้ตั้งเป้าในการดำนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 2 ไว้ประ มาณ 20,300 ตัน โดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนา 49(3) เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการเสริมสภาพคล่องให้กับสถา บันเกษตรกร รวมทั้งสิ้นกว่า 276 ล้านบาท โดยสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯจำนวน79 แห่ง มีจำนวนสมาชิกรวม 45,800 รายจะได้รับสินเชื่อวงเงิน 80% ของมูลค่ายาง และยังได้รับค่าบริหารโครงการ อีก 0.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนการกำหนดราคากลางสำหรับประเมินสินเชื่อนั้น กยท.จะใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 15 วัน ของราคากลางเปิดตลาดของยางชนิดนั้นๆ

“กยท.มั่นใจว่าโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 2 จะประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับโครงการนำร่อง ที่ดำเนินโครงการเฉพาะยางก้อนถ้วยในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถทำให้ราคายางก้อนถ้วยมีเสถียรภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากผลต่างของราคาที่จำหน่ายสูงสุดถึง 4.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคายางที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 26.56 บาทต่อกิโลกรัมเป็นราคาเฉลี่ย 29.72 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.16 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ยังทำให้ทัศนคติของการผลิตและจำหน่ายยางของเกษตรกรชาวสวนยางที่ผลิตยางก้อนถ้วยเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้น โดยพัฒนาเป็นการผลิตยางก้อนถ้วยแห้ง แทนการผลิตยางก้อนถ้วยเปียก เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของอา ชีพการทำสวนยาง สามารถลดมลภาวะเป็นพิษ ลดอุบัติเหตุทางท้องถนน จากการขนส่งยางก้อนถ้วยเปียกบนท้องถนน ทำให้ถนนเลื่อนได้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางในภูมิภาคอื่นๆต้องการให้ กยท.ขยายผลโครงการดังกล่าว” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

การสร้างเสถียรภาพให้กับราคายางนั้น ก่อนหน้านี้ กยท. ได้ขายยางภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งเป็นยางเสื่อมสภาพที่มีอยู่ในสต๊อกกว่า 104,000 ตันออกทั้งหมด พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้เอกชนที่รับซื้อยางในสต๊อกดังกล่าว จะต้องซื้อขายใหม่จากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอ ีกไม่น้อยกว่า 104,000 ตันด้วย เท่ากับเพิ่มความต้องการยางในตลาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนในการสร้างเสถียรภาพด้านราคา

นอกจากนี้ กยท.ยังเตรียมต่อยอดขยายผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ให้มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้นจากที่ร่วมดำเนินเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ไปร่วมดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตรกรในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ นำร่องเริ่มดำเนินการในปี 2561 ต่อมาคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562-กันยายน 2565 เป้าหมายส่งเสริมการใช้น้ำยางสด 1,000,000 ตัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมโครงการ 11 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพ มหานคร

ที่ผ่านมา กยท.พยายามที่จะดำเนินงานให้ได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยยางที่เข้าร่วมโครงการฯ หน่วยงานภาครัฐที่รับซื้อมีการนำไปใช้ในการสร้างถนน ที่นอน หมอน ถุงมือ รองเท้า อุปกรณ์เกี่ยวกับการจราจร พื้นสนาม ปืนจำลอง หล่อยาง ยางนอก อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ถุงยางอนามัย สายยาง หุ่นจำลองช่วยชีวิตพื้นฐาน ทุนกันผักตบชวา เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ มีขอบเขตการดำเนินโครงการที่กว้างขึ้น กยท.จึงได้ขยายผลดำเนินโครงการกับสถาบันเกษตกรที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ โดยจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสถาบันเกษตกรจังหวัดละ 800,000-1,000,000 บาท และพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานวิจัยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา ซึ่งโครงการนี้จะทำให้ความต้องการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น จะช่วยใช้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

โครงการต่างๆที่ กยท.ดำเนินการในขณะนี้ ผนวกกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะฟื้นตัว เชื่อว่า จะสามารถสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาวให้กับยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนแน่นอน

Back to top button