Marketing & Digital marketing

‘คมนาคม’ เตรียมเปิดอีก 14 เส้นทาง ใช้ความเร็ว 120 กม./ชั่วโมง เช็คที่นี่!

“ศักดิ์สยาม” ติดตามความคืบหน้าการขยายเส้นทางที่อนุญาตให้รถวิ่งได้ 120 กม./ชั่วโมง เตรียมเปิดอีก 14 เส้นทาง เส้นทางไหนบ้างเช็คที่นี่!

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามผลการเปิดใช้เส้นทางที่อนุญาตให้รถวิ่งได้ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความคืบหน้าการขยายเส้นทางที่จะเปิดใช้ในระยะถัดไป ในวันพุธที่ 4 สิงหาคม 2564 ผ่านการประชุมทางไกล (Video Conference) ด้วยระบบ Zoom Cloud Meeting โดยมี นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง คณะผู้บริหารกรมทางหลวง และกองบังคับตำรวจทางหลวง เข้าร่วมประชุม 

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กล่าวว่า กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม ได้นำเสนอผลการใช้งานของประชาชนในเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 ช่วงบางปะอิน – อ่างทอง ที่ได้เปิดใช้ไปตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ซึ่งผู้ขับขี่ได้มีการใช้ความเร็วตามความเร็วจำกัดในแต่ละช่องทางดีขึ้น โดยตรวจสอบจากสัดส่วนยานพาหนะที่วิ่งด้วยความเร็วที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดในแต่ละช่องทาง พบว่ามีการฝ่าฝืนการใช้ความเร็วในแต่ละช่องจราจรลดลง เทียบกับก่อนการบังคับใช้ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้กองบังคับการตำรวจทางหลวงได้รายงานว่า ในเส้นทางดังกล่าวมีการบังคับใช้กฎหมายและมีการออกใบสั่งแก่ผู้ฝ่าฝืนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในการประชุมได้มีการกำหนดแผนที่จะเปิดเส้นทางที่อนุญาตให้ประชาชนผู้ขับขี่ใช้ความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่องทางขวาสุดเพิ่มเติมอีกโดยมีเส้นทางตามแผนรวมระยะทางทั้งสิ้น 246 กิโลเมตร โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ระยะที่ 2 จะเปิดให้ใช้ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป จำนวน 6 สายทาง ประกอบด้วย

1. ทล.1 (สนามกีฬาธูปะเตมีย์ – ประตูน้ำพระอินทร์) กม. ที่ 35+000 – กม. ที่ 45+000 จังหวัดปทุมธานี ระยะทาง 10 กิโลเมตร
2. ทล.1 (หางน้ำหนองแขม – วังไผ่) กม. ที่ 306+640 – กม. ที่ 330+600 จังหวัดนครสวรรค์ ระยะทาง 23.96 กิโลเมตร
3. ทล.2 (บ่อทอง – มอจะบก) กม. ที่ 74+500 – กม. ที่ 88+000 จังหวัดนครราชสีมา ระยะทาง 13.5 กิโลเมตร
4. ทล.32 (อ่างทอง – โพนางดำออก) กม. ที่ 50+000 – กม. ที่ 111+473 จังหวัดอ่างทองและจังหวัดสิงห์บุรี ระยะทาง 61.473 กิโลเมตร
5. ทล.34 (บางนา – ทางเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) กม. ที่ 1+500 – กม. ที่ 15+000 จังหวัดสมุทรปราการ ระยะทาง 13.5 กิโลเมตร 
6. ทล.304 (คลองหลวงแพ่ง – ฉะเชิงเทรา) กม. ที่ 53+300 – กม. ที่ 63+000 จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยะทาง 9.7 กิโลเมตร

ระยะที่ 3 จะเปิดให้ใช้ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป จำนวน 5 สายทาง ประกอบด้วย
1. ทล.4 (เขาวัง – สระพระ) กม. ที่ 160+000 – กม. ที่ 167+000 จังหวัดเพชรบุรี ระยะทาง 7 กิโลเมตร
2. ทล.4 (เขาวัง – สระพระ) กม. ที่ 172+000 – กม. ที่ 183+500 จังหวัดเพชรบุรี ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร
3. ทล.9 (บางแค – คลองมหาสวัสดิ์) กม. ที่ 23+000 – กม. ที่ 31+872 เขตธนบุรี กรุงเทพฯระยะทาง 8.872 กิโลเมตร
4. ทล.35 (นาโคก – แพรกหนามแดง) กม. ที่ 56+000 – กม. ที่ 80+600 จ.สมุทรสงคราม ระยะทาง 24.6 กิโลเมตร
5. ทล.219 (สตึก – หัวถนน) กม. ที่ 108+500 – กม. ที่ 122+000 จังหวัดบุรีรัมย์ ระยะทาง 13.5 กิโลเมตร

ระยะที่ 4 จะเปิดให้ใช้ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไป จำนวน 3 สายทาง ประกอบด้วย
1. ทล.1 (หนองแค – สวนพฤกษาศาสตร์พุแค) กม. ที่ 79+000 – กม. ที่ 105+000 จังหวัดสระบุรี ระยะทาง 26 กิโลเมตร
2. ทล.347 (เทคโนโลยีปทุมธานี – ต่างระดับเชียงรากน้อย) กม. ที่ 1+000 – กม. ที่ 11+000 จังหวัดปทุมธานี ระยะทาง 10 กิโลเมตร
3. ทล.219 (สตึก – หัวถนน) กม. ที่ 122+000 – กม. ที่ 134+500 จังหวัดบุรีรัมย์ ระยะทาง 12.5 กิโลเมตร

โดยในเส้นทางที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันระหว่าง ทล. และกรมการขนส่งทางบก ภายในเดือนสิงหาคม 2564 ณ กระทรวงคมนาคม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการทางสาธารณสุขและประกาศที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้ ทล. ประชาสัมพันธ์และสื่อสารให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ทั้งในมิติของเส้นทางที่จะดำเนินการ และวันที่ที่ประชาชนจะสามารถใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ตามกฎกระทรวง รวมถึงประกาศผู้อำนวยการทางหลวง เพื่อให้เกิดการรับรู้อย่างทั่วถึงและถูกต้องต่อไป

นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการยกระดับความปลอดภัยบนทางหลวงสายหลัก จำนวน 47 เส้นทาง โดยเป็นเส้นทางในภาคเหนือ 9 เส้นทาง ระยะทาง 186 กิโลเมตร  เส้นทางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 เส้นทาง ระยะทาง 96 กิโลเมตร เส้นทางในภาคกลาง 15 เส้นทาง ระยะทาง 288 กิโลเมตร เส้นทางในภาคตะวันออก 9 เส้นทาง ระยะทาง 177 กิโลเมตร และเส้นทางในภาคใต้ 7 เส้นทาง ระยะทาง 116 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 863 กิโลเมตร ซึ่งจะต้องมีการก่อสร้างกำแพงคอนกรีต สะพานกลับรถหรือทางลอดกลับรถ สะพานคนเดินข้าม พร้อมทั้งปรับปรุงกายภาพ เส้นทางให้ปลอดภัย สามารถรองรับความเร็วสูงสุดได้ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยได้กำชับให้ ทล. เตรียมการออกแบบให้เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนผู้สัญจรใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

Back to top button