เครื่องใช้ในครัวเรือน (Appliances)

มิเตอร์ไฟฟ้า เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมิเตอร์ไฟฟ้าและมิเตอร์ไฟฟ้าแบบไหนที่เหมาะกับบ้านของคุณ?

มิเตอร์ไฟฟ้า การใช้ไฟฟ้าก็ต้องมีมาตรฐานในการจดบันทึกว่าบ้านหลังนี้ใช้ไฟไปปริมาณเท่าไหร่ เป็นเงินกี่บาท โดยผ่านอุปกรณ์มาตรฐานที่เรียกว่า มิเตอร์ไฟ ลองมาดูความสำคัญของมิเตอร์ไฟ มิเตอร์ไฟมีกี่ขนาด และวิธีการเลือกขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับบ้านคุณ

มิเตอร์ไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้า

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ มิเตอร์ไฟฟ้า

ประเภทของมิเตอร์ไฟ

มิเตอร์ไฟ มีหลายประเภทด้วยกันดังต่อไปนี้

1. มิเตอร์ไฟสำหรับบ้านอยู่อาศัย

2. มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการขนาดเล็ก

3. มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการขนาดกลาง

4. มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการขนาดใหญ่

5. มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการเฉพาะอย่าง

6. มิเตอร์ไฟสำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

7. มิเตอร์ไฟสำหรับกิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตร

8. มิเตอร์ไฟสำหรับผู้ใช้ไฟชั่วคราว

มิเตอร์ไฟสำหรับบ้านที่พักอาศัยมีขนาดไหนบ้าง

มิเตอร์ไฟมีด้วยกันหลายขนาด โดยสามารถสังเกตได้จากตัวเลขในช่องบนมิเตอร์ เช่น 5(15) A หมายความว่า เป็นมิเตอร์ไฟขนาด 5 แอมป์ สามารถใช้ไฟได้มากถึง 15 แอมป์ ขนาดของมิเตอร์ไฟ มีดังนี้

– ขนาดมิเตอร์ 5(15) เฟส 1 ขนาดการใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน 10 แอมแปร์

– ขนาดมิเตอร์ 15(45) เฟส 1 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 11-30 แอมแปร์

– ขนาดมิเตอร์ 30(100) เฟส 1 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 31-75 แอมแปร์

– ขนาดมิเตอร์ 50(150) เฟส 1 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 76-100 แอมแปร์

– ขนาดมิเตอร์ 15(45) เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน 30 แอมแปร์

– ขนาดมิเตอร์ 30(100) เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 31-75 แอมแปร์

– ขนาดมิเตอร์ 50(150) เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 76-100 แอมแปร์

– ขนาดมิเตอร์ 200 เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 101-200 แอมแปร์

– ขนาดมิเตอร์ 400 เฟส 3 ขนาดการใช้ไฟฟ้า 201-400 แอมแปร์

เลือกขนาดมิเตอร์ไฟให้เหมาะกับบ้าน

ขนาดมิเตอร์ไฟที่เหมาะสมในการใช้งานในบ้านเรือนทั่วไปนั้น จะต้องพิจารณาถึงจำนวนสมาชิกในบ้าน และจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งปัจจุบัน และในอนาคต

โดยสามารถคำนวณเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองว่าบ้านของเราเหมาะกับขนาดมิเตอร์ไฟเท่าไหร่ โดยนำกำลังไฟฟ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนั้น (วัตต์) ซึ่งสามารถดูได้จากฉลากบนเครื่องใช้ไฟฟ้า หารด้วยความต่างศักย์ (โวลต์) และคูณด้วยจำนวนอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนั้น และนำกระไฟฟ้าทั้งหมดมาบวกรวมกัน และคูณด้วย 1.25 (ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่อาจจะใช้มากขึ้นในอนาคต) ยกตัวอย่างเช่น

1. พัดลมตั้งพื้น 75 วัตต์ จำนวน 2 ตัว คิดเป็นกระแสไฟฟ้า (75 ÷ 220) x 2 = 0.68 แอมแปร์

2. หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ 36 วัตต์ จำนวน 6 หลอด คิดเป็นกระแสไฟฟ้า (36 ÷ 220) x 6 = 0.98 แอมแปร์

3. เครื่องปรับอากาศ 1,000 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง คิดเป็นกระแสไฟฟ้า 1,000 ÷ 220 = 4.54 แอมแปร์

4. หม้อหุงข้าว 500 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง คิดเป็นกระแสไฟฟ้า 500 ÷ 220 = 2.27 แอมแปร์

5. เตารีด 430 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง คิดเป็นกระแสไฟฟ้า 430 ÷ 220 = 1.95 แอมแปร์

6. โทรทัศน์ 43 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง คิดเป็นกระแสไฟฟ้า 43 ÷ 220 = 0.2 แอมแปร์

7. ตู้เย็น 70 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง คิดเป็นกระแสไฟฟ้า 70 ÷ 220 = 0.32 แอมแปร์

กระแสไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดรวมกันจะเท่ากับ 10.94 แอมป์ เมื่อนำมาคูณกับ 1.25 จะได้ประมาณ 13.68 แอมแปร์ ถือว่ายังสามารถใช้ขนาดเมิเตอร์ 5(15) ได้เนื่องจากยังไม่เกิน 15 แอมแปร์ และปกติเราจะไม่ได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อม ๆ กันอยู่แล้ว แต่หากเผื่อในอนาคตจะพบว่า มิเตอร์ไฟอาจมีขนาดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากต้องการติดเครื่องปรับอากาศเพิ่มอีก 1 ตัว ต้องเปลี่ยนมิเตอร์ให้เป็นขนาดที่ใหญ่ขึ้นด้วย เพื่อความปลอดภัย

คุณสมบัติของผู้ที่จะขอใช้ไฟฟ้า

ผู้ที่จะขอใช้ไฟฟ้ามีดังนี้

1. เจ้าของที่ดิน หรือเจ้าของสถานที่ใช้ไฟฟ้า

2. ผู้ขอใช้ไฟฟ้ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ใช้ไฟฟ้า

3. ผู้เช่า หรือผู้เช่าซื้อสถานที่ใช้ไฟฟ้า

4. ผู้ประกอบการในสถานที่ใช้ไฟฟ้า

เจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าจะเป็นผู้ติดตั้งมิเตอร์ไฟ

เอกสารที่ผู้ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าต้องนำมาแสดง
ผู้ขอใช้ไฟฟ้าเตรียมเอกสารดังนี้ เพื่อใช้ยื่นประกอบคำร้องขอใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้า

หลักฐานการขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าใหม่

1. สำเนาทะเบียนบ้านที่ขอติดตั้งการใช้ไฟฟ้า และสำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ปัจจุบัน

2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

3. สัญญาซื้อขาย (กรณีซื้อขายบ้าน), สัญญาเช่า (กรณีเช่าบ้าน)

4. หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท (กรณีเจ้าของบ้านไม่มาดำเนินการ)

5. สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ

6. สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้ให้เช่า

7. ใบยินยอมผ่านที่หรือใบยินยอมในกรณีต่าง ๆ (กรณีผ่านที่ดินผู้อื่น), สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านขอผู้ยินยอม

8. ใบเสร็จค่าไฟฟ้าข้างเคียงของเสาที่จะติดตั้งมิเตอร์ (ถ้ามี)

ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟการไฟฟ้าต้องทำอย่างไร

ขั้นตอนการขอใช้ไฟฟ้า

1. หลังจากได้รับคำร้องขอใช้ไฟฟ้า พร้อมเอกสารประกอบครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจะเข้าไปตรวจสอบการเดินสายไฟในอาคาร หากยังไม่เดินสายไฟฟ้าให้เดินสายให้เรียบร้อยแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ

2. เมื่อตรวจสอบการเดินสายไฟฟ้าแล้วพบว่ามีการเดินสายไฟที่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ขอใช้ไฟฟ้าชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แต่ถ้าการเดินสายไฟไม่ถูกต้อง ไม่ปลอดภัยก็จะแจ้งให้ดำเนินการแก้ไข และตรวจสอบอีกครั้ง โดยค่าธรรมเนียมนั้นการไฟฟ้าจะกำหนดไว้ตามประเภทและขนาดของมิเตอร์ที่ขอติดตั้ง

3. ผู้ขอใช้ไฟฟ้าชำระค่าธรรมเนียมและรับใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน

สถานที่ติดต่อเพื่อขอใช้ไฟฟ้า

ผู้ขอใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อและยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานการไฟฟ้าทุกแห่ง

สอบถามการไฟฟ้า

กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี ติดต่อได้ที่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โทร. 1130 หรือติดต่อสอบถามได้จากเว็บไซต์การไฟฟ้านครหลวง

ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โทร. 1129 หรือติดต่อสอบถามได้จากเว็บไซต์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

มิเตอร์ไฟนั้นมีหลายขนาด ซึ่งแต่ละบ้านจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกภายในบ้าน รวมถึงจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งปัจจุบันและทางที่ดีคือคิดเผื่อในอนาคตด้วย เพื่อให้สามารถใช้งานไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า

ข้อดีและข้อเสียของการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะกินไฟฟ้า

ปัจจุบันมาตรวัดอนาล็อกส่วนใหญ่ของ บริษัท ถูกแทนที่ด้วยมาตรวัดที่ใหม่กว่าและไฮเทคมากขึ้นเช่น smartwatches

สมาร์ทมิเตอร์เป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถติดตามและบันทึกการใช้ไฟฟ้าในบ้านของคุณ และสามารถให้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าที่รวดเร็วและแม่นยำมิเตอร์อัจฉริยะเหล่านี้จะบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติแล้วส่งไปยัง บริษัท สาธารณูปโภคอื่น

แม้ว่าคุณจะได้รับประโยชน์มากมายจากการใช้สมาร์ทวอทช์ แต่ก็มีข้อ จำกัด เช่นกันเช่นสมาร์ทวอทช์ที่เก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้ารายชั่วโมง

อ่านบทความต่อไปนี้เกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการใช้สมาร์ทวอทช์ ก่อนตัดสินใจใช้มิเตอร์อัจฉริยะสำหรับค่าไฟฟ้าของคุณ

ลองมาดูข้อดีของการใช้สมาร์ทวอทช์

อย่างแรกคือสะดวกกว่าการใช้นาฬิกาอนาล็อกแบบเดิมมาก เนื่องจากมีการเชื่อมต่อกับ บริษัท ที่คุณใช้ผ่านเครือข่ายเซลลูลาร์ ดังนั้นข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของคุณจะถูกส่งโดยอัตโนมัติเพื่อใช้ในการชำระค่าไฟฟ้าของคุณ หากไม่มีคุณหรือคนอื่นอ่านค่ามิเตอร์ในบ้านของคุณ

ค่าไฟฟ้าของคุณจะคำนวณได้ถูกต้องมากขึ้น เนื่องจากคุณจะได้รับข้อมูลที่แท้จริงดังนั้นคุณจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการประมาณการที่สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายของคุณหรือพูดเกินจริงได้

ข้อดีอีกประการหนึ่งคือคุณสามารถควบคุมปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้มากขึ้น สมาร์ทวอทช์มีจอแสดงผลและสามารถแสดงปริมาณไฟฟ้าที่คุณใช้ไป ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าของคุณได้ตลอดเวลา จากนั้นสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตัวอย่างคุณสามารถตรวจสอบข้อมูลบนสมาร์ทวอทช์และแก้ไขปัญหาได้ทันที วิธีนี้สามารถช่วยคุณลดการใช้พลังงานในขณะที่ลดเงินของคุณ

ท้ายที่สุดคุณสามารถช่วยรักษาโลกของเราได้โดยหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าด้วยการใช้มาตรวัดอัจฉริยะ และช่วยลดมลภาวะจากพลังงานต่างๆช่วยขจัดก๊าซเรือนกระจกที่ไม่จำเป็นและช่วยให้ใช้พลังงานได้อย่างชาญฉลาดขึ้น

ในทางกลับกัน smartwatches ยังมีข้อเสียบางประการที่คุณควรพิจารณาก่อนติดตั้ง

ข้อเสียประการหนึ่งคือ มีการแบ่งปันข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้พลังงานของคุณเกินความจำเป็น ในฐานะผู้ให้บริการของคุณคุณจะต้องให้พวกเขามีภาพรวมโดยละเอียดเกี่ยวกับการใช้พลังงานของคุณ ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตามบางคนคิดว่าสมาร์ทวอทช์ค่อนข้างรบกวนการให้ข้อมูลกับผู้ให้บริการ

ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือหากคุณต้องการลดค่าไฟฟ้าคุณควรพยายามใช้เปลวไฟอย่างมีประสิทธิภาพก่อน หากคุณไม่ทำเช่นนั้นคุณจะไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการใช้สมาร์ทวอทช์

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น Smartwatch เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือ ด้วยเหตุนี้ข้อมูลอาจไม่แม่นยำเท่าที่ควรหากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีเครือข่ายไม่เพียงพอ นอกจากนี้การส่งต่อข้อมูลยังผ่านการใช้เครือข่ายมือถือและเป็นการยากที่จะทราบว่าข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่
ในตอนท้ายทันทีที่คุณติดตั้งสมาร์ทวอทช์ของคุณจะไม่มีการกลับไปใช้นาฬิกาอนาล็อกแบบเก่า

มิเตอร์ ไฟฟ้า คือ ( Kilowatt-Hour Meter )

มิเตอร์ไฟฟ้า ( Kilowatt-Hour Meter )เป็นเครื่องวัดที่ทำงานด้วยการเหนี่ยวนำไฟฟ้า ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัด ปริมาณกำลังไฟฟฟ้ากระแสสลับทั้งในบ้านเรือน และในโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีหน่วยวัด พลังงานไฟฟ้า เป็น กิโลวัตชั่วโมง (Kilowatt-hour) สามารถจําแนกตามระบบไฟฟ้ าได้ 2 ประเภท ดังนี้

มิเตอร์ไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้า

1.วัตต์ฮาวร์มิเตอร์ 1 เฟส (single phase watt-hour meter)

มีหลักการ ทํางานเหมือนกับวัตต์มิเตอร์ชนิดที่ทำงานด้วยการเหนี่ยวนำไฟฟ้า และมีส่วนประกอบที่และมีส่วนประกอบที่เหมือนกัน คือ ขดลวดกระแสไฟฟ้า (Current coil) และขดลวดแรงดันไฟฟ้า (Potential coil) ส่วนที่แตกต่างกันคือใน วัตต์มิเตอร์จะแสดงค่าด้วยการบ่ายเบนของเข็มชี้ซึ่งใช้ชี้ค่าบนสเกล ส่วนวัตต์ฮาวร์มิเตอร์จะแสดงค่าโดยใช้ แม่เหล็กเหนี่ยวนำใหเ้กิดกระแสไหลวนทำให้จานหมุนและใช้ชุดเฟืองไปขับ ชุดตัวเลขหรือชุดเข็มชี้ให้ แสดงค่าออกมาบนหน้าปัทม์
1.1โครงสร้างดังรูปประกอบด้วยขดลวดกระแสต่ออนุกรมกับโหลด และขดลวดแรงดัน ต่อขนานกับโหลดขดลวดทั้งสองชุดจะพันอยู่บนแกนเหล็กที่ออกแบบโดยเฉพาะและมีจานอะลูมิเนียมบางๆ ยึดติดกับแกนหมุนวางอยู่ในช่องว่างระหว่างแกนลวดทั้งสอง
1.2 หลักการทํางาน ขดลวดกระแสและขดลวดแรงดัน ทำหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็ก ส่งผ่านไปยังจานอะลูมิเนียมที่วางอยู่ระหว่างขดลวดทั้งสองทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำและมีกระแสไหลวน (Eddy current) เกิดขึ้นในจานอะลูมิเนียม แรงต้านระหว่างกระแสไหลวน และสนามแม่เหล็กของขดลวดแรงดันจะทำใหเ้กิดแรงผลักขึ้นกับจานอะลูมิเนียมจึงหมุนไปได้ที่ แกนของจานอะลูมิเนียมจะมีเฟืองติดอยู่ เฟืองนี้จะไปขับ ชุดตัวเลขที่หน้าปัทมข์องเครื่องวัด แรงผลักที่เกิดขึ้นจะเป็นสัดส่วนระหว่างความเข้มของสนามแม่เหล็กของขดลวดแรงดันและกระแสไหลวนในจานอะลูมิเนียมและขึ้นอยู่กับจานวนรอบของขดลวดด้วย ส่วนจำนวนรอบการหมุนของจานอะลูมิเนียมขึ้นอยู่กับการใช้พลังงานไฟฟ้าของโหลด
1.3 การนําไปใช้งาน การต่อวัตต์ฮาวร์มิเตอร์หรือกิโลวตัตต์ฮาวร์มิเตอร์เพื่อใช้วัด ปริมาณพลังงานไฟฟ้ าดังรูปโดยด้านที่ต่อกับแหล่งจ่ายจะมีตัวเลขกำกับไว้คือ 1S และ 2S ส่วนด้านที่ต่อไปยังโหลดจะมีตัวเลขกำกับไว้คือ 1L และ 2L ตัวอักษร S ย่อมาจากคำว่า “Supply” หมายถึงด้านที่จ่ายไฟเข้า ส่วนอักษร L ย่อมาจากคาํวา่ “Load” หมายถึง ด้านที่ต่อกับโหลดไฟฟ้า ส่วนตัวเลข 1 หมายถึง ต่อกับสายไฟ (Line) และเลข 2 หมายถึง สายนิวทรอล (Neutral)

2.วัตต์ฮาวร์มิเตอร์ 3 เฟส (Three phase watt-hour meter)

แบบ 3 จานหมุนและ 2 จานหมุน

2.1ส่วนประกอบ เครื่องวัดแบบนี้มีส่วนประกอบเหมือนกับวัตต์มิเตอร์ชนิด 3 เฟส หรืออาจจะเอาวัตต์ฮาวร์มิเตอร์หนึ่งเฟส 3 ตัวมาประกอบรวมกันเป็น วัตต์ฮาวร์มิเตอร์สามเฟส
2.2 หลักการทํางาน อาศัยการทาํงานเหมือนกับวัตต์มิเตอร์ชนิดเหนี่ยวนำไฟฟ้า
2.3 การนําไปใช้งาน การต่อใช้งานวัตต์ฮาวร์มิเตอร์สามเฟสแบบ 3 จานหมุนดังรูปหรืออาจจะนําวัตต์ฮาวร์มิเตอร์หนึ่งเฟส 2 ตัวมาประกอบรวมกัน เป็นกิโลวตัตฮ์าวร์มิเตอร์ 3 เฟส แบบ 2 จานหมุน

ลักษณะของมิเตอร์ไฟฟ้า มิเตอร์ไฟฟ้า

การจำแนกประเภทและลักษณะทางเทคนิคของเมตร

แยกแยะตัวนับเฟสเดียวและสามเฟส มิเตอร์ไฟฟ้าเฟสเดียวใช้ในการบันทึกค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้า กระแสเฟสเดียว (เครื่องใช้ในครัวเรือนส่วนใหญ่) เพื่อวัดกระแสไฟฟ้ากระแสสามเฟสโดยใช้มิเตอร์สามเฟส
เครื่องวัดสามเฟสสามารถจำแนกได้ดังนี้
ตามธรรมชาติของพลังงานที่วัดได้ – สำหรับนาฬิกาที่ใช้งานอยู่และพลังงานปฏิกิริยา
ขึ้นอยู่กับแผนการจ่ายไฟที่ต้องการสายไฟสามสายทำงานในเครือข่ายสายกลางและสายไฟสี่สายทำงานในเครือข่ายแบบใช้สายที่เป็นกลาง
ด้วยวิธีนี้การรวมตัวนับสามารถแบ่งออกเป็น
3 กลุ่ม:
ตัวนับการเชื่อมต่อโดยตรง (การเชื่อมต่อโดยตรง) เชื่อมต่อกับเครือข่ายโดยไม่มีการวัดหม้อแปลง มิเตอร์ดังกล่าวมีให้สำหรับเครือข่าย 0.4 / 0.23 kV สำหรับกระแสสูงสุด 100 A
ตัวนับที่เกี่ยวข้องทางอ้อมกับขดลวดปัจจุบันจะเปิดผ่านหม้อแปลงกระแส ขดลวดแรงดันไฟฟ้าเชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายปริมณฑลสูงถึง 1 kV
ตัวนับที่ทำงานทางอ้อมจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายผ่านหม้อแปลงกระแสและหม้อแปลงแรงดันด้านข้าง – เครือข่ายที่สูงกว่า 1 kV ประกอบด้วยสองประเภท
ตัวนับหม้อแปลง – ออกแบบมาสำหรับการรวมผ่านการวัดหม้อแปลงด้วยอัตราส่วนการแปลงที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ตัวนับเหล่านี้มีค่าสัมประสิทธิ์การคำนวณทศนิยม (10 n)
มัลติมิเตอร์ของหม้อแปลงและ – ถูกออกแบบมาเพื่อป้อนเข้าในหม้อแปลงวัดที่อัตราส่วนการแปลงใด ๆ สำหรับมัลติมิเตอร์ปัจจัยการแปลงจะถูกกำหนดโดยปัจจัยการแปลงของหม้อแปลงวัดที่ติดตั้ง
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ตัวนับถูกกำหนดให้กับตัวนับสัญลักษณ์เพื่อกำหนดตัวนับตัวอักษรและตัวเลขเท่านั้น: C – ตัวนับ; O – เฟสเดียว L –
พลังงานที่ใช้งาน; P – พลังงานปฏิกิริยาคุณเป็นสากล 3 หรือ 4 สำหรับเครือข่ายสายสามหรือสี่สาย สัญลักษณ์ตัวอย่าง: SA4U- หม้อแปลงสามเฟสมิเตอร์วัดกำลังการทำงานแบบสี่สายสากล
หากตัวอักษร M วางอยู่บนแผงหน้าปัดหมายความว่านาฬิกาถูกออกแบบมาให้ทำงานที่อุณหภูมิต่ำ (-15 ° + 25 ° C)
เครื่องวัดพลังงานที่ทำงานและตอบสนองด้วยอุปกรณ์เพิ่มเติมเรียกว่ามัลติมิเตอร์ เราแสดงรายการบางส่วน
เครื่องวัดอัตราสองอัตรา – ใช้ในการวัดค่าไฟฟ้าอัตราการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของวัน
แบบเติมเงิน – ใช้เพื่อวัดกระแสไฟฟ้าของครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในสถานที่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงได้
ตัวนับพร้อมตัวบ่งชี้การโหลดสูงสุด – ใช้สำหรับผู้บริโภคที่จ่ายภาษีสองส่วน (สำหรับการใช้พลังงานและโหลดสูงสุด)
เครื่องวัดระยะทาง – ใช้ในการวัดแสงไฟฟ้าและส่งผลการวัดทางไกล
มาตรวัดสำหรับใช้งานทั่วไปยังรวมถึงมิเตอร์อ้างอิงที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบมัลติมิเตอร์
ข้อกำหนดของตัวนับกำหนดโดยพารามิเตอร์หลักดังต่อไปนี้
แรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าที่กำหนด – สำหรับเครื่องวัดสามเฟสจะแสดงเป็นผลคูณของจำนวนเฟสกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้า สำหรับมิเตอร์สี่สายจะมีการระบุแรงดันไฟฟ้าและความเป็นเส้นตรง ตัวอย่าง – 3×5 A; 3X380 / 220 โวลต์
ในตัวนับหม้อแปลงแทนกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าที่กำหนดอัตราการเปลี่ยนแปลงของหม้อแปลงวัดจะถูกระบุที่มิเตอร์ได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้ตัวอย่างเช่น: 3 x 150/5 A.

วิธีใช้ มิเตอร์ไฟฟ้า

มิเตอร์ชนิดนี้จะมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันโดยแบ่งตามลักษณะที่นำไปใช้ ได้แก่โวลต์มิเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Voltmeter) ใช้สำหรับวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) โดยส่วนใหญ่แล้ว ย่านการวัดของมิเตอร์ จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เป็นมิลลิโวลต์ (mV) ไปจนถึงหลายหมื่นโวลต์ และโวลต์มิเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Voltmeter) ใช้สำหรับวัดกระแสไฟฟ้าสลับ (Alternating Current) ย่านการวัดของมิเตอร์จะเหมือนกับโวลต์มิเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง การใช้งานของมิเตอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกัน นั่นก็คือ เวลาที่นำโวลต์มิเตอร์ไปวัดแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ให้ นำหัววัด ไปวัดคร่อม ตรงจุดที่เราต้องการวัด ข้อควรระวังในการใช้โวลต์มิเตอร์กระแสตรงจะอยู่ที่รเจะต้องระมัดระวังเรื่อง ของขั้วไฟฟ้า และควรจะทำการปรับย่านวัดให้สูงไว้ก่อนแล้วจึงค่อยปรับลดลงมา ให้อ่านง่ายขึ้น เพราะมิฉะนั้นอาจจะทำให้ตัวมิเตอร์เกิดความเสียหายได้

แอมมิเตอร์ (Ammeter)

แอมป์มิเตอร์ชนิดนี้จะมีอยู่ 2 ชนิด อันได้แก่แอมป์มิเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Amp meter) ใช้สำหรับวัดกระแสไฟฟ้ากระแสตรง (DCAmpere) โดยส่วนใหญ่ย่านการวัดของมิเตอร์ชนิดนี้ จะสามารถวัดได้ตั้งแต่ เป็นไมโครแอมป์ ไปจนถึงหลายร้อยแอมป์ และแอมป์มิเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Amp meter) ใช้สำหรับวัดกระแสไฟฟ้ากระแสสลับ (DCAmpere) ย่านการวัดจะเหมือนกับแอมป์มิเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง ลักษณะการใช้งานของแอมป์มิเตอร์ ก็คือเวลานำแอมป์มิเตอร์ไปวัดกระแสไฟฟ้า (Ampere) ไป ต่ออนุกรม กับจุดที่เราต้องการวัด ข้อควรระวังในการใช้แอมป์มิเตอร์ กระแสตรงจะต้องคำนึงถึงขั้วไฟฟ้า และควรจะทำการปรับย่านวัดให้สูงไว้ก่อนแล้วจึงปรับลดลงมาให้อ่านง่ายขึ้น เพราะมิฉะนั้นจะทำให้มิเตอร์ เกิดความเสียหายอันเกิดจากการกลับขั้วได้

วัตต์มิเตอร์ (Wattmeter)

วัตต์มิเตอร์มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะพบเห็นได้ง่ายตามเสาไฟฟ้าและติดอยู่ที่หน้าบ้านของเรา เอง เราจะเรียกวัตต์มิเตอร์ชนิดนี้ว่า “กิโลวัตต์-เอาร์มิเตอร์” (Kilowatt-Hour Meter) มิเตอร์ ชนิดนี้โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีทั้งแบบ เป็นจานหมุนซึ่งใช้งานตามบ้านทั่วๆ ไป และอีกแบบหนึ่ง จะเป็นลักษณะของตัวเลขดิจิตอลซึ่งใช้ตามโรงงานอุตสาหกรรมหรือตามสถานที่ที่ มีการใช้ปริมาณสูง ๆ มิเตอร์ชนิดนี้จะใช้สำหรับวัดปริมาณกำลังไฟฟ้า (Watt) โดยจะสามารถใช้วัดได้ทั้งไฟฟ้ากระแสตรงและไฟฟ้ากระแสสลับ

โอห์มมิเตอร์ (Ohmmeter)

มิเตอร์ชนิดนี้มีไว้สำหรับวัดค่าความต้านทาน ของวัสดุที่มีความต้านทานอยู่ภายใน เช่น ตัวต้านทาน (Resistor) เป็น ต้น โดยภายในของโอห์มมิเตอร์จะมีแบตเตอรี่ เพื่อให้ตัวมิเตอร์สามารถอ่านค่าความต้านทาน ได้โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟจากภายนอกเลย ก่อนที่จะนำโอห์มมิเตอร์ไปวัดความต้านทานนั้น จะต้องทำการปรับตั้งค่าความต้านทานที่ใช้ควบคุมโอห์มมิเตอร์จนกระทั่งเข็ม หรือตัวเลขชี้ที่ศูนย์โอห์ม(Adjust Zero Ohm) การ ปรับตั้งค่าก็เพียงแต่นำสายวัดของโอห์มมิเตอร์ก็คือในขณะทำงานทำการวัดค่า ความต้านทานจะต้องไม่มีแหล่งจ่ายไฟจากภายนอกเพราะจะทำให้เข็มหรือตัวเลข ดิจิตอลเกิดการเสียหาย

มัลติมิเตอร์ มิเตอร์ไฟฟ้า (Multimeter)

มัลติมิเตอร์ถือได้ว่าเป็นที่นิยมกันอย่างมากเพราะภายในตัวมิเตอร์ได้ทำ การรวมเอามิเตอร์แบบต่างๆ มารวมไว้ในตัวเดียวกัน เช่น โวลต์มิเตอร์,แอมมิเตอร์ และโอห์มมิเตอร์ เป็นต้น ทำให้เกิดความสะดวก ในการใช้งานจริงตามพื้นที่ต่างๆ ลกษณะการใช้งาน ก็เพียงแต่ทำการปรับย่านวัดให้ตรงกับสิ่งสิ่งที่เราต้องการจะวัด แล้วจึงจะทำการวัดตามแบบของมิเตอร์ชนิดนั้นๆ ต่อไป

มิเตอร์ไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้า

เทอร์โมมิเตอร์ (Thermometer)

เมื่อกล่าวถึงเทอร์โมมิเตอร์แล้ว ทุกท่านก็จงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ในนามของ “ปรอทวัดไข้” เพราะเคยได้สัมผัสกันมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็เคยใช้ทั้งนั้น แต่จริง ๆแล้วเทอร์โมมิเตอร์นั้นถือได้ว่ามีบทบาทเป็นอย่างมากสำหรับทุกวงการเลยที เดียว ไม่ว่าจะเป็นวงการแพทย์, เกษตรกรรม, อุตสาหกรรม และไม่เว้นแม้แต่ในชีวิตประจำวันของเรา ๆ ท่านๆก็ล้วนแต่ต้องพึ่งเจ้าเทอร์โมมิเตอร์ด้วยกันทั้งนั้น เทอร์โมมิเตอร์มีอยู่หลายแบบด้วยกัน ได้แก่ แบบเข็ม, แบบใช้สารปรอท และแบบเป็นตัวเลข ดิจิตอล เป็นต้น

ออสซิสโลสโคป มิเตอร์ไฟฟ้า (Oscilloscope)

ออสซิสโลสโคป ถือได้ว่าเป็นมิเตอร์อีกชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกันกับมิเตอร์แบบอื่น ๆ แต่ลักษณะภายนอกของออสซิสโลสโคป จะมีลักษณะเหมือนกับหน้าจอของเครื่องรับโทรทัศน์ขนาดเล็ก พร้อมกับมีปุ่มต่างๆ ไว้สำหรับปรับตั้งค่าให้เหมาะสมกับงานที่ต้องการวัด โดยส่วนใหญ่ออสซิสโลสโคป จะถูกนำมาใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ ทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก เพราะตัวเครื่องจะแสดงลักษณะเป็นคลื่นทางไฟฟ้า ทำให้บรรดาช่างและวิศวกรสามารถที่จะวิเคราะห์รูปคลื่น เพื่อนำไปออกแบบวงจร หรือวิเคราะห์ อาการเสียของอุปกรณ์ไฟฟ้าได้

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของมิเตอร์ชนิดต่าง ๆ ที่เราได้แนะนำให้ได้รู้จักกัน แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังมีมิเตอร์อีกหลายชนิด เช่น มิเตอร์วัดค่าคาปาซิสแตนซ์, มิเตอร์ วัดค่า อินดักแตนซ์ เป็นต้น สำหรับท่านที่ต้องการนำมิเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานนั้น จะต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของมิเตอร์แต่ละตัวเสียก่อน เพื่อที่จะได้ประหยัดทั้งเงินและเวลาในการปฏิบัติงานจริง แล้วในตอนหน้าเราค่อยมาติดตามถึง เครื่องมือชิ้นต่อไปกันครับ สำหรับในตอนนี้เนื้อที่หมด หรือเนื้อหาหมดล่ะจ๊ะ อิอิ สวัสดีครับ

คุณสมบัติอื่น ๆ ของ มิเตอร์ไฟฟ้า

มิเตอร์ไฟฟ้าแบ่งออกเป็นไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และในครัวเรือนเครื่องวัดการเหนี่ยวนำ (เชิงกล) เป็นตัวนับพร้อมแผ่นดิสก์ สนามแม่เหล็กของขดลวดทั้งสองเป็นผลิตภัณฑ์ที่กำหนดการเคลื่อนที่ของแผ่นดิสก์ มันหมุนเร็วขึ้นโดยการเพิ่มแรงดันไฟฟ้า
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับการเปลี่ยนเครื่องจักรกล เป็นหน่วยตัวอย่างที่เก่ากว่าและมีข้อดีดังต่อไปนี้:

มิเตอร์ไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้า
  • ขนาดเล็ก;
  • อ่านง่าย
  • ความสามารถในการฝังระบบอัตโนมัติ
  • ไม่สามารถทำลายมิเตอร์ไฟฟ้าได้
  • ความแม่นยำสูง

อันไหนดีกว่าที่จะตั้งนาฬิกา – เฟสเดียวหรือสามเฟสต่างกันอย่างไร บางคนเชื่อว่าอินพุตสามเฟสช่วยให้คุณใช้กระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น แต่นี่ไม่ใช่มุมมองที่ถูกต้อง ขนาดของอุปกรณ์สามเฟสนั้นแตกต่างจากมิเตอร์ไฟฟ้าเฟสเดียวอย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อสามเฟสมีข้อบกพร่อง:

  • ต้องได้รับอนุญาต
  • มีความเสี่ยงสูงที่จะระเบิด
  • ควรตั้งค่าขีด จำกัด แรงดันไฟฟ้าของโมดูล

ข้อดีของอุปกรณ์นี้ ได้แก่ :

  • ความเป็นไปได้ในการติดตั้งหม้อไอน้ำเครื่องทำความร้อนเตาไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ
  • สามารถกระจายแรงดันไฟฟ้าระหว่างเฟสได้
  • เชื่อมต่อมิเตอร์ไฟฟ้าสามเฟสหากบ้านมีขนาดใหญ่หรือหากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพเชื่อมต่อกับเครือข่าย ในกรณีอื่น
  • ๆ ควรติดตั้งอุปกรณ์เฟสเดียว

ควรติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าใด การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เราให้ความสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าวคือระดับความถูกต้อง ตัวอย่างเช่นเกรด 2.0 ค่อนข้างเหมาะสำหรับอพาร์ตเมนต์ นอกจากนี้ผู้ใช้ควรให้ความสนใจกับการทำงานของภาษีหลายอัตราหากมีการเชื่อมต่อในพื้นที่นี้

เมื่อเลือกมิเตอร์ไฟฟ้าคุณควรทราบประเภทของอุปกรณ์ที่จำเป็นล่วงหน้า ในการดำเนินการนี้คุณจะต้องดูรายละเอียดของบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ ก่อนซื้อคุณควรตรวจสอบหนังสือเดินทางของผลิตภัณฑ์ มีข้อกำหนดสำหรับการติดตั้งหน่วยใหม่นั่นคืออุปกรณ์ต้องปิดผนึกและต้องปิดผนึกมิเตอร์สามเฟสสำหรับผลิตภัณฑ์เฟสเดียวไม่เกิน 12 เดือนระยะเวลาการสอบเทียบเป็นศูนย์ มากกว่า 2 ปี ตรวจสอบความพร้อมของซีลเหล่านี้ สามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกทำจากตะกั่วหรือพลาสติก การบรรจุภายในบรรจุมักจะเต็มไปด้วยสีเหลืองอ่อน ในหน้าสุดท้ายของหนังสือเดินทางของอุปกรณ์ควรเป็นสำเนาตราประทับนี้

วิธีการอ่านมิเตอร์ไฟฟ้า? ถ้าเป็นเรื่องใหม่การอ่านไม่จำเป็นศูนย์ ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนเคาน์เตอร์ในอพาร์ตเมนต์ คำให้การก่อนหน้านี้ถูกถ่ายและบันทึกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ก่อนอื่นเราจะทำการคำนวณตัวชี้วัดของเคาน์เตอร์เก่า เขาถูกพรากไปด้วยคำเบิกความ 880 (กิโลวัตต์· h) และติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ด้วยตัวเลขดังกล่าว – 240 (กิโลวัตต์· h) ขณะนี้ตัวเลขอุปกรณ์ – 280 (กิโลวัตต์· h) ตัวชี้วัดสำหรับเดือนก่อนหน้าสำหรับหน่วยเก่าจะเป็นข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน – 937 (กิโลวัตต์· h)
ดังนั้นเราจึงพิจารณา:

937-880 = 57 (kW · h) – บนอุปกรณ์เก่า
280-240 = 40 (kWh) – ตามอุปกรณ์ใหม่
ตั้งแต่ 10 ตุลาคมถึง 10 พฤศจิกายน – 57 + 40 = 97 (กิโลวัตต์· h)
ในตลาดมีให้เลือกมากมายของเมตร อย่างไรก็ตามควรซื้ออุปกรณ์นี้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคทุกเรื่อง

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใ มิเตอร์ไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้าเป็นระบบที่สำคัญในทุกบ้าน เลือกระบบไฟฟ้าสายไฟประเภทสายไฟและการติดตั้งไฟฟ้าให้สอดคล้องกับลักษณะของงาน เป็นประเด็นที่ผู้ใช้ต้องมีความรู้พื้นฐาน เพื่อนำไปสู่การพิจารณาและเลือกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดเพื่อช่วยประหยัดพลังงานและส่งผลดีต่อส่วนรวมของประเทศในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อน

มิเตอร์ไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้า

1. สายไฟ

1.1 ใช้สายเคเบิลที่ได้มาตรฐานเท่านั้น จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 11 เท่านั้น)

1.2 ห้ามใช้สายไฟฟ้าที่ใช้เดินภายในอาคาร เนื่องจากแสงแดดทำให้ฉนวนแตกหรือทำให้กรอบเสียหายสายไฟกลางแจ้งมักจะเสริมด้วยครีมกันแดดที่ปลอกหรือฉนวนของสายเคเบิลครีมกันแดดที่ใช้กันมากที่สุดจึงเป็นสีดำ แต่อาจเป็นสีอื่นก็ได้ การวิ่งในท่อยังก่อให้เกิดฉนวนของสายเคเบิลจากแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง

1.3 เลือกสายเคเบิลที่เหมาะสมกับสภาพการติดตั้งเช่นสายเคเบิลที่ยืดหยุ่นข้อห้ามในการเดินทางยึดติดกับผนังหรือดึงผ่านบริเวณที่มีการกดสายเคเบิลเช่นบานพับประตูหน้าต่างหรือตู้เนื่องจากฉนวนกันความร้อน สำหรับสายเคเบิลซึ่งไม่สามารถรับผลกระทบจากก้านสายเคเบิลหรือบานพับได้การเดินสายใต้ดินจะต้องใช้สายเคเบิลใต้ดิน (เช่นสายเคเบิลชนิด NYY) พร้อมท่อร้อยสายเพื่อป้องกันสายเคเบิลใต้ดินจากความเสียหายเป็นต้น

1.4 ขนาดของลวดต้องใช้และเลือกตัวนำทองแดงตามขนาดของแรงดันไฟฟ้า (1 เฟสหรือ 3 เฟส) กระแสไฟที่ใช้ และมันสอดคล้องกับขนาดของฟิวส์หรือสวิตช์อัตโนมัติ (เบรกเกอร์) ที่ใช้สำหรับขนาดของแหล่งจ่ายไฟและการต่อสายดินควรสอดคล้องกับขนาดของสวิตช์หลักและขนาดของมิเตอร์ด้วยเช่นกัน ในตารางต่อไปนี้

2. มิเตอร์ไฟฟ้าคือหน่วยวัดพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในระหว่างเดือนด้วยมอเตอร์ที่มิเตอร์ไฟฟ้าหมุน กิโลวัตต์ / ชั่วโมงหรือหน่วยหรือหน่วย

3. สวิตช์หลักเป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการเชื่อมต่อวงจรหลักกับอาคารและสายทั้งหมดที่อยู่ภายในดังนั้นสวิตช์แรกที่อยู่ถัดจากมิเตอร์จึงเข้าสู่บ้าน หรือจะรวมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ในตู้สวิตช์บอร์ด.

4. สวิตช์ปิดเครื่องอัตโนมัติ (Circuit Breaker) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าระหว่างการใช้งานปกติ และยังสามารถตัดกระแสไฟฟ้าเกินหรือกระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยอัตโนมัติ เมื่อเลือกเบรกเกอร์ต้องเลือกกระแสลัดวงจร (IC) ของเบรกเกอร์ให้สูงกว่ากระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นในวงจรนั้น

5. ฟิวส์คืออุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินชนิดหนึ่งที่ตัดไฟโดยอัตโนมัติ เมื่อกระแสเกินค่าพิกัดเมื่อฟิวส์กำลังทำงานฟิวส์ที่ใช้ในการเปลี่ยนต้องไม่เกินขนาดปัจจุบันของฟิวส์เดิม และพิกัดกระแสลัดวงจร (IC) ต้องมากกว่ากระแสลัดวงจรสูงสุดที่ไหลผ่านฟิวส์

6. กราวด์ร็อด (Ground Rod หรือ Grounding Electrode หรือ Earth Electrode) คือแท่งโลหะหรือเพลทที่ฝังอยู่ในดิน เพื่อจุดประสงค์ในการกระจายประจุไฟฟ้าหรือกระแสน้ำเพื่อให้ไหลลงสู่พื้นได้ง่ายวัตถุที่ใช้เป็นแท่งกราวด์เช่นแท่งทองแดงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 มม. (5/8 นิ้ว) ความยาวมาตรฐานต้องไม่น้อยกว่า 2.40 ม. เป็นต้น

7. หางหรือฉนวนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรองรับสายไฟทำหน้าที่เป็นฉนวนและป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้ารั่วลงดินหรือลัดวงจรลงสู่พื้นดิน

8. โคมไฟ (Lamp) ใช้เพื่อให้แสงสว่างสำหรับสถานที่ทำงาน หรือผู้อยู่อาศัยการติดตั้งระบบไฟจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านแสงสว่างที่แตกต่างกันและการเลือกประเภทและประเภทของหลอดไฟจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยปกติแล้วหลอดไฟฟ้าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท:

หลอดไส้เป็นหลอดไฟฟ้าที่นิยมใช้กันมากในรุ่นแรก ๆ หรือที่เรียกว่าหลอดธรรมดา โครงสร้างของหลอดประกอบด้วยหลอดแก้วไส้หลอด (ส่วนไส้หลอดทังสเตน) ไส้หลอดที่เชื่อมต่อกับซ็อกเก็ตตัวยึดไส้หลอดและตัวไส้หลอดมักไม่ค่อยได้ใช้เนื่องจากประสิทธิภาพการส่องสว่างต่ำกว่าประเภทอื่น ๆ หลอด

ในกรณีที่มีกำลังไฟเท่ากันมีหลายขนาดในท้องตลาดเช่น 40 วัตต์ 60 วัตต์ 80 วัตต์ 100 วัตต์ … อายุการใช้งานประมาณ 1000 ชั่วโมง

หลอดฟลูออเรสเซนต์หรือที่เรียกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์มีประสิทธิภาพมากกว่าหลอดไฟทั่วไปถึง 4 เท่าทำให้คุณได้แสงที่เย็นกว่า เช่นเดียวกับอุณหภูมิความร้อนที่เกิดจากท่อน้อยส่วนประกอบที่สำคัญของท่อคือ

1) ตัวโคม

2) ที่ใส่หลอดไฟ

3) ไส้หลอด

4) ภาชนะเช่นก๊าซอาร์กอนและไอปรอท

หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีจำหน่ายทั่วไปมีคุณสมบัติมากมายเช่นหลอดฟลูออเรสเซนต์ธรรมดาหลอดฟลูออเรสเซนต์ (32 วัตต์) หลอดตรง (18.36 วัตต์) และหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์หรือโคมไฟไม้กายสิทธิ์

โคมไฟอาร์คไฟฟ้าหรือโคมไฟชนิดปล่อยเป็นหลอดไฟประเภทหนึ่งที่ใช้ไฟฟ้ามากในการทำงานและไม่นิยมใช้ในบ้าน ส่วนใหญ่จะใช้ในสถานที่หรือในพื้นที่ที่ต้องการแสงสว่างมากโดยมีไฟเหล่านี้มากพอ ๆ กับโคมไฟ

9.สตาร์ทเตอร์ ทำหน้าที่คล้ายเป็นสวิทช์ อัตโนมัติ เพื่อเปิดและปิดวงจรของหลอด ฟลูออเรสเซนต์ เมื่อเริ่มต้นทำงานสตาร์ทเตอร์ทำหน้าที่เปิดวงจรเพื่ออุ่นไส้หลอดให้พร้อม ที่จะทำงาน เมื่อไส้หลอดทำงานเรียบร้อยแล้วสตาร์ทเตอร์ก็ปิดวงจร

10. บัลลาส ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะ สมกับหลอดซึ่งแรงดันไฟฟ้าในตอนเริ่มต้นจะสูงมาก เพื่อจุดไส้หลอดให้ปลดปล่อยอิเลคตรอนออกมา หลังจากหลอดทำงานแล้ว บัลลาสจะเปลี่ยนหน้าที่โดยจะเป็นตัวจำกัดปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าหลอด

11. เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมียคือขั้วรับสำหรับหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร เป็นต้น

12. เต้าเสียบ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยนำปลายของสายไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่กับเต้าเสียบ ไปเสียบกับเต้ารับ ที่ต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้าใดๆ ก็ได้ภายในบ้าน

13. สวิตช์เปิด-ปิดธรรมดา (Toggle Switch) สวิตช์เปิด-ปิดในที่นี้ หมายถึงสวิตช์สำหรับเปิด-ปิดหลอดไฟหรือโคมไฟสำหรับแสงสว่างหรือเครื่องใช้ ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ที่มีการติดตั้งสวิตช์เอง

คำสำคัญ

  • มิเตอร์ไฟฟ้ามีกี่ประเภท
  • ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า
  • มิเตอร์ไฟฟ้าดิจิตอล
  • มิเตอร์ไฟฟ้าหอพัก

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Back to top button