วิถีชีวิต (lifestyle)

ประวัติวันลอยกระทง ญ อย่างไร 2563 กับเรื่องราวประวัติที่มาวันลอยกระทง 5 ตำนานตามความเชื่อ

ประวัติวันลอยกระทง ญ อย่างไร วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ประวัติวันลอยกระทง
ประวัติวันลอยกระทง

สารบัญ

ประเพณีและประวัติวันลอยกระทง ประวัติวันลอยกระทง ญ อย่างไร

ประวัติวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ “กระทง” จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย

ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

“ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…”

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

ประวัติวันลอยกระทง ลอยกระทง วัน ไหน

พื้นที่ต้นน้ำของภาคเหนือนิยมทำโคมลอยที่เรียกว่า “ลอยไฟ” หรือ “เหยี่ยว” หรือ “ว่าวควัน” ทำจากกระดาษบาง ๆ กระดาษที่ใช้ทำว่าวจากนั้นพายุเบื้องล่างก็ลอยขึ้นไปในอากาศเหมือนบอลลูนประเพณีทางเหนือนี้เรียกว่า “ยี่เป็ง” หมายถึงงานบุญในวันเพ็ญเดือนยี่ซึ่งคำนวณตามแบบล้านนา) ตรงกับวันเพ็ญเดือนธันวาคมแบบไทย)

– จังหวัดเชียงใหม่มีงานประเพณี “ยี่เป็ง” เชียงใหม่ทุกปีจะมีงานใหญ่และอลังการ และมีการปล่อยโคมลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
– จังหวัดตากจะปล่อยกระทงเล็กเป็นสายเรียกว่ากระทงสาย
– ขบวนแห่โคมแขวนสุโขทัยเล่นดอกไม้ไฟ

ในอดีตประเพณีลอยกระทงทางภาคอีสานเรียกว่าสิบสองเป็งซึ่งพาดพิงถึงวันเพ็ญเดือนธันวาคมมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปเช่น
จังหวัดร้อยเอ็ดมีชื่อดั้งเดิมว่า“ สมน้ำคืนเปิงเส็งประทีป” ในภาษาท้องถิ่นหมายถึงการขอขมาพระแม่คงคา ในคืนพระจันทร์เต็มดวงของเดือนธันวาคมสวยงามและประกวดโคมกระทงมีการจำลอง 11 จังหวัดของเมืองสระเกศ
– จังหวัดสกลนครในอดีตจะมีการลอยกระทงจากใบตอง คล้ายกับปราสาทผึ้งสมัยก่อน. เรียกงานประเพณีลอยพระประทีปสิบสองเพ็งไทยสกล
– จังหวัดนครพนมประดับตกแต่งเรือและประดับไฟเป็นรูปทรงต่างๆเรียกว่า “เรือไฟลาย” โดยเฉพาะที่จังหวัดนครพนมมีความสวยงามและวิจิตรที่สุดในภาคอีสาน

ในภาคกลางจะมีการจัดงานประเพณีลอยกระทงทั่วทั้งจังหวัด
– กรุงเทพมหานครจะมีงานภูเขาทองในรูปแบบงานวัดจัดก่อนวันลอยกระทง 7-10 วันและสิ้นสุดหลังวันลอยกระทง
– จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีงานประเพณีลอยกระทงกรุงเก่ารอบอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ภายในงานมีการแสดงแสงสีเสียงตระการตา

ทางภาคใต้อย่างอ. หาดใหญ่จ. สงขลามีงานใหญ่ จะมีงานลอยกระทงด้วย

นอกจากนี้ในแต่ละท้องถิ่นอาจมีประเพณีลอยกระทงที่แตกต่างกัน และสืบทอดต่อไป

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง

สาเหตุของประเพณีลอยกระทงเนื่องจากความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นมีมากมาย

1. เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแม่น้ำที่เราเอาน้ำมาเลี้ยงและใช้รวมทั้งขออโหสิกรรมจากเจ้าแม่คงคา ที่มีการเทน้ำเสียหลายประเภทลงในแหล่งน้ำทำให้น้ำเน่าเสีย

2. สักการะรอยพระพุทธบาทธัมมัญธานีเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเทศนาโปรดนาคและประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่ชายหาดแม่น้ำนัมมันธานเป็นแม่น้ำในดินแดนทคินบาตของอินเดียปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุท

3. เพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลเพราะการลอยกระทงเปรียบเสมือนการลอยทุกข์โศกโรคภัยไข้เจ็บและสิ่งไม่ดีล่องลอยไปตามแม่น้ำด้วยกระทงคล้ายกับพิธีลอยพราหมณ์

4. พระอุปคุตบูชาสิ่งที่ชาวภาคเหนือนับถือใครปฏิบัติแม่มดก้นทะเลลึกหรือสะดือทะเลตำนานพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่แข็งแกร่งมาก สามารถเอาชนะปีศาจได้

5. รักษาลักษณะดั้งเดิมของไทยไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

6. เพื่อความบันเทิงสนุกสนานเนื่องจากการลอยกระทงเป็นการพบปะสังสรรค์ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน

7. เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์เนื่องจากเมื่อมีเทศกาลลอยกระทงมักจะมีการประกวดกระทง ให้ผู้เข้าร่วมได้คิดสร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประวัติวันลอยกระทง
ประวัติวันลอยกระทง

ลอยกระทง วัน ไหนเพลงวันลอยกระทง

รำวงลอยกระทงแต่งโดยครูแก้วอัจฉริยกุลแต่งเพลงโดยครูเอื้อสุนทรสารโดยสุนทราภรณ์ครูเอื้อแต่งเพลงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ขณะเล่นอยู่แผนกบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมีคนขอเพลงจากครูเอื้อครูเอื้อกำลังนั่งแต่งเพลงนี้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แค่ครึ่งชั่วโมงก็มีเสียงเพลง “ รำวงลอยกระทง” มีเนื้อร้อง

พระจันทร์เต็มดวงในเดือนธันวาคมน้ำเอ่อล้น
พวกเราทั้งชายและหญิง
มันส์สุด ๆ ในวันลอยกระทง
วันลอยกระทง
วันลอยกระทง
ชวนน้องแก้วเต้น
งานลอยกระทงประเพณีลอยกระทง
บุญจะส่งให้เรามีความสุข บุญจะส่งให้เรามีความสุข

คำถวายกระทงสำหรับลอยประทีป วันลอยกระทง

มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ นัมมะทายะ
นะทิยา ปุเลเนฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูเชมะ
อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัสสะ ปูชา
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังฆวัตตะตุ

ประวัติวันลอยกระทง ประวัตินางนพมาศ

นางนพมาศ หรือบ้างก็เรียกกันว่า เรวดี นพมาศ เกิดในรัชกาลพระยาเลอไท กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์พระร่วง นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนางเรวดี บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท มีรูปสมบัติและคุณสมบัติที่งดงาม ได้รับการอบรมจากบิดา มีความรู้ทางอักษรศาสตร์ พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ การช่างของสตรี ตลอดจนการขับร้องดนตรี สันนิษฐานว่า นางนพมาศ ได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระยาลิไท ในยุคสุโขทัย และเป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอก ตำแหน่ง ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งกล่าวกันว่า นางนพมาศ เป็นบุคคลที่ฉลาดถ่อมตัวเป็นอย่างยิ่ง จนได้สมญาว่า “กวีหญิงคนแรกของไทย” ดังเช่นที่มีข้อความเขียนไว้ว่า…

“ทั้งเป็นสตรี สติปัญญาก็น้อยกว่าบุรุษ แล้วก็ยังอ่อนหย่อนอายุ กำลังจะรักรูปและแต่งกาย ซึ่งอุตสาหะพากเพียร กล่าวเป็นทำเนียบไว้ ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้สตรีอันมีประเภทเสมอด้วยตน พึงให้ทราบว่าข้าน้อยนพมาศ กระทำราชกิจในสมเด็จพระร่วงเจ้ากรุงมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นการควรกับเหตุ ถูกต้องพระราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฏชื่อเสียงว่าเป็นสตรีนักปราชญ์ ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน”

ทั้งนี้ นางนพมาศ ได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วงในกาลต่อมา ที่สำคัญ ๆ มีอยู่ 3 ครั้ง คือ…

ครั้งที่ 1 เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) นางได้คิดประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) มีนกเกาะดอกไม้สีสวย ๆ ต่าง ๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก

ครั้งที่ 2 ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทรัศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซี่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน

ครั้งที่ 3 นางนพมาศ ได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่าแต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้

นอกจากนี้ นางนพมาศ ยังได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการเข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย โดย ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ นี้แต่งด้วยร้อยแก้วมีกลอนดอกสร้อยแทรก ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือศิลาจารึกหลักที่ 1 และ ไตรภูมิพระร่วง โดยเนื้อเรื่องใน ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่าง ๆ ของไทย เช่น การประดิษฐ์พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

และนี่คือ ประวัตินางนพมาศ สนมเอกของสมเด็จพระร่วงเจ้า ที่เป็นหญิงงาม ฉลาด และเป็นผู้ประดิษฐ์กระทงรูปดอกบัว จนกระทั่งมาเป็นต้นแบบของการประกวดนางนพมาศ ในวันลอยกระทง

เทศกาลลอยกระทงกินอะไรอร่อย? 5 ศรัทธาวันลอยกระทง

พระจันทร์เต็มดวงของเดือนธันวาคมน้ำเต็มตลิ่ง ~ ไม่มีใครไม่รู้จัก “เทศกาลลอยกระทง” จัดขึ้นในวันที่ 15 มกราคม 12 เทศกาลยอดนิยมของคนหนุ่มสาวที่มักจะไปลอยกระทงริมแม่น้ำเจ้าพระยาหรือคลองในร่ม แต่ใครจะรู้ว่าประเพณีลอยกระทงของไทยมีต้นกำเนิดในอินเดีย แต่คนไทยต้องปฏิบัติตามประเพณีนี้ซึ่งจัดขึ้นเพื่อขอขมาพระแม่คงคา สิ่งที่ไม่ควรทำคุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงลอยกระทงนอกจากดอกไม้ธูปเทียนแล้ววันนี้เราจะลอยอะไรได้อีก? ไปเคลียร์กันเถอะ

1. ผมลอยอยู่บนเล็บ

สงสัยว่าทำไมผมและเล็บของคุณจึงกระดก? ตัดผมและเล็บช่วยลดความทุกข์และความเศร้าโศกจากเรา นั่นคือการกีดกันความชั่วร้าย เชื่อกันว่าถ้าเราลอยสิ่งของที่ทำให้เราไม่อยู่กับตัว ความโชคดีจะเข้ามาในชีวิต

2. เน้นเหรียญ ประวัติวันลอยกระทง

ความเชื่อนั้นคล้ายคลึงกับธรรมเนียมของจีนในการเผาทองและเงิน ถ้าคุณเผาคุณจะได้รับเงินคืนจริง การหยอดเหรียญในกระทงก็เช่นกันไม่ว่าจะลอยเหรียญหรือลอยเงินจะได้มากกว่าสองเท่า เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน

3. ข้าวสารลอยน้ำ ลอยกระทง

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า“ ฉันมีข้าวเหลือบ” ข้าวถือเป็นเงินเดือนประจำชาติของคนไทยมีค่าพอ ๆ กับเงิน สำนวนนี้หมายถึงแต่งงานกับคนรวยดังนั้นลอยข้าวสารหมายถึงอยากมีคู่ครองที่ดีหรือร่ำรวยเพื่อช่วยเหลือและเลี้ยงดูมัน

4. ดอกไม้ลอยน้ำ

ดอกรักสีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ความสมบูรณ์แบบและจิตใจที่บริสุทธิ์
ดาวเรืองมีความเป็นศิริมงคลและความดีงามในชีวิต
ดอกกล้วยไม้เป็นตัวแทนของการบานเต็มที่ครั้งแรกที่บริสุทธิ์เหมือนวัยเยาว์
ดอกจำปีหมายถึงความมั่งมีศรีสุขตลอดปี
Amaranth หมายถึงความเป็นอมตะและความเป็นอมตะ
ดอกบัวเป็นตัวแทนของพระพุทธศาสนา เป็นความรักของอัญมณีและแสดงถึงการประสูติของพระเจ้าตรัสรู้และปรินิพพาน
ดอกกุหลาบหมายถึงความสำเร็จในชีวิต ง่ายเหมือนโรยกลีบกุหลาบ

5. ลอยกระทง จากอาหารปลา

การทำกระทงแฟนซีได้รับความนิยมเพียงไม่นานเนื่องจากทำจากโฟมและพลาสติก ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาหรือคลองที่เราไปลอยกระทงเต็มไปด้วยขยะทำให้แม่น้ำขุ่นและสกปรกผู้คนจึงหันมาทำกระทงจากก้านกล้วยและใบตองแทน แต่ผู้คนคิดว่าทำไก่แฟนซีด้วยอาหารปลา นอกจากจะย่อยสลายง่ายแล้วยังให้อาหารปลาน้อยใหญ่

ประเพณีลอยกระทงแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ขึ้นอยู่กับบรรพบุรุษของบรรพบุรุษและวัฒนธรรมของแต่ละจังหวัดแต่ละท้องถิ่น แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการร่วมลอยกระทงและความเชื่อวันลอยกระทงที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณให้คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ส่วนตัวที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

เมื่อพิจารณาของใช้ในครัวเรือนเกือบทุกอย่างหายไปแล้วให้ HappyFresh ช่วยคุณในการซื้อของที่บ้านที่สดใหม่ที่สุด เพียงสั่งซื้อในแอป HappyFresh และเลือกเวลาจัดส่ง เช่นเดียวกับคุณจะได้ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับใช้ทันที ไม่ต้องกังวลไปซะทุกเรื่องมั่นใจได้เลยวันลอยกระทงในคืนวันลอยกระทง

ทำไม ? ต้องลอยกระทง : ประวัติประเพณีวันลอยกระทง รูปวันลอยกระทง?

วันลอยกระทง 2559 ตรงกับจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน 2559 (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปีวอก) และวันนี้เรามีบทความประวัติวันลอยกระทง เนื้อเพลงลอยกระทง รูปภาพวันลอยกระทง มาฝาก

กำหนดวันลอยกระทง

วันลอยกระทง ของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขึ้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง และ วันลอยกระทง 2559 ตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายน

ประวัติวันลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

“ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกสรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…”

ประวัติวันลอยกระทง เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง

สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่

1. เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด

2. เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุททา

3. เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

4. เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้

5. เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

6. เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน

7. เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านไว้อีกด้วย

รูปวันลอยกระทง วัน ประวัติวันลอยกระทง ญ อย่างไร

ปัจจุบันในทุกจังหวัดมีการจัดงานลอยกระทงโดยมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง แต่กิจกรรมทุกอย่างมีเหมือนกันคือเช้าไปวัดทำกรรมถือศีลนั่งสมาธิสวดมนต์ ภายหลังการประดิษฐ์กระทงโดยนำส่วนผสมต่าง ๆ เช่นใบตองใบตองหรือกาบมะพร้าวเป็นต้นมาประดับดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสังเวยทำกระทงให้สวยงามหลังจากใช้สิ่งของวัสดุที่มีรูพรุนสามารถประดิษฐ์กระทงได้ง่าย แต่จะทำให้ขยะย่อยสลายได้ยากขึ้นดังนั้นจึงมีการรณรงค์ให้เลิกใช้กระทงโฟมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะมีวัสดุต่างๆมากมายมาทำเป็นกระทงที่แตกต่างกันเช่นกระทงขนมปังกระทงกระดาษกระทงพลาสติกทึบดังนั้นจึงทำได้ง่าย ย่อยสลายได้และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อมาถึงสถานที่ลอยกระทงก่อนที่จะลอยพวกเขาอธิษฐานในสิ่งที่ต้องการให้ประสบความสำเร็จ หรือใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆแล้วปล่อยกระทงไปตามแม่น้ำและในกระทงมักจะใส่เงินเพราะเชื่อว่าเป็นการบูชาพระแม่คงคา

นอกจากลอยกระทงแล้วยังมีการประกวดนางนพมาศซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเพณีลอยกระทง และตามสถานที่จัดงานจะมีการแข่งขันกระทงขบวนแห่มหรสพต่าง ๆ ซึ่งบางแห่งอาจมีการแสดงดอกไม้ไฟ เฉลิมฉลองด้วยดอกไม้ไฟ

วันลอยกระทงในแต่ละรูป

ทำไม? ต้องลอยกระทง: ประวัติประเพณีวันลอยกระทงนางนพมาศคือใคร? ขอขอบคุณภาพจาก Tlcthai.com
ประเพณีลอยกระทงแต่ละภาค

ลักษณะการจัดงานลอยกระทงของแต่ละจังหวัดและแต่ละภาคจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป

– วันลอยกระทงภาคเหนือ (ตอนบน) เทศกาลลอยกระทงเรียกว่า “ยี่เป็ง” หมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนยี่ (เดือนยี่หากนับตามล้านนาตรงกับเดือนสิบสองในแบบไทย) ซึ่งชาวเหนือนิยมประดิษฐ์โคมลอยหรือที่เรียกว่า “ว่าวฮัม” หรือ “ว่าวควัน” เท่ากับว่าใช้ผ้าบาง ๆ และกวนข้างใต้ให้โคมลอยขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระอุปคุตเชื่อกันว่าเขาฝึกคาถาอาคมที่ก้นทะเลลึกหรือสะดือทะเลซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของชาวพม่า

– ในวันลอยกระทงจังหวัดตากจะทำกระทงเล็กจากนั้นไปตามเส้นทางเดิมเพื่อสร้างสายเรียกว่า “กระทงสาย”

วันลอยกระทงจังหวัดสุโขทัยเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงในเรื่องประเพณีลอยกระทง จังหวัดที่เริ่มต้นประเพณีนี้โดยการเฉลิมฉลองงานลอยกระทงและงานแห่เทียนจังหวัดสุโขทัยได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในปี พ.ศ. 2520 เป็นการสร้างบรรยากาศของงานลอยกระทงสุโขทัย จากนั้นก็มีงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟทุกปีในจังหวัดสุโขทัยรวมถึงขบวนแห่โคมไฟและโคมไฟ เล่นกับดอกไม้ไฟและสับปะรด

วันลอยกระทงภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกเทศกาลลอยกระทงว่าเทศกาลรถไฟไฟโดยการจัดงานประเพณีประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดนครพนมมีการแห่ใบตอง หรือวัสดุต่าง ๆ มาประดับเรือและประดับไฟสวยงามและในเวลากลางคืนจะมีการจุดไฟปล่อยกระทงลอยไปตามแม่น้ำโขง

วันลอยกระทงกรุงเทพฯมีงานลอยกระทงมากมาย แต่ไฮไลท์อยู่ที่“ งานภูเขาทอง” จะมีการจัดงานวัดฉลองประเพณีลอยกระทงส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 7-10 วันก่อนวันลอยกระทง จนถึงหลังลอยกระทง

– วันลอยกระทงภาคใต้มีงานลอยกระทงหลายจังหวัดเช่นอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลาซึ่งมีงานใหญ่ประจำปี

เพลงวันลอยกระทง วัน รูปวันลอยกระทง ญ อย่างไร

เมื่อเราได้ยินเพลง “รำวงลอยกระทง” ที่ขึ้นต้นว่า “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง…” นั่นเป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึงวันลอยกระทงแล้ว ซึ่งเพลงนี้เป็นที่คุ้นหูของทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เพราะในต่างประเทศมักเปิดเพลงนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อแสดงถึงความเป็นประเทศไทย

เพลงรำวงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยะกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ซึ่งครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2498 ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็น เพลงรำวงลอยกระทง ที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

เอ้า… ใครที่ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน ก็อย่าลืมชวนครอบครัว หรือเพื่อน ๆ มาร่วมกันสานต่อประเพณีที่ดีงามนี้ไว้นะคะ อ้อ… และอย่าลืมใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติด้วยล่ะ เพราะนอกจากจะไปลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์ประเพณีแล้ว ยังจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติไว้อีกต่อหนึ่งด้วยค่ะ

ทำไมถึงลอยกระทง ประวัติวันลอยกระทง

การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ ท้องถิ่นแต่ละแห่งก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธ มารดา นอกจากนี้ ก็ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเล ลึกหรือสะดือทะเล บางแห่งก็ลอยกระทงเพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน บางแห่งก็เพื่อแสดงความขอบคุณพระแม่คงคาซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป ส่วนบางท้องที่ก็จะทำเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์/ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ และส่วนใหญ่ก็จะอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนาไปด้วย

พระยาอนุมานราชธน ได้สันนิษฐานว่า ต้นเหตุแห่งการลอยกระทงอาจมีมูลฐานเป็นไปได้ว่า การ ลอยกระทงเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญชาติงอกงามดี และเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งนองพอดี ก็ทำกระทงลอยไปตามกระแสน้ำไหลเพื่อขอบคุณแม่คงคา หรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำมาให้ความอุดมสมบูรณ์ เหตุนี้ จึงได้ลอยกระทงในฤดูกาลน้ำมาก และเมื่อเสร็จแล้วจึงเล่นรื่นเริงด้วยความยินดี เท่ากับเป็นการสมโภชการงานที่ได้กระทำ ว่าได้ลุล่วงและรอดมาจนเห็นผลแล้ว ท่านว่าการที่ชาวบ้านบอกว่าการลอยกระทงเป็นการขอขมาลาโทษและขอบคุณต่อแม่ คงคา ก็คงมีเค้าในทำนองเดียวกับการที่ชาติต่างๆ แต่ดึกดำบรรพ์ได้แสดงความยินดีที่พืชผลเก็บเกี่ยวได้ จึงได้นำผลผลิตแรกที่ได้ไปบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือเพื่อขอบคุณที่บันดาลให้ การเพาะปลูกของตนได้ผลดี รวมทั้งเลี้ยงดูผีที่อดอยาก และการเซ่นสรวงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เสร็จแล้วก็มีการสมโภชเลี้ยงดูกันเอง ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความเจริญแล้ว การวิตกทุกข์ร้อนเรื่องเพาะปลูกว่าจะไม่ได้ผลก็น้อยลงไป แต่ก็ยังทำการบวงสรวงตามที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี เพียงแต่ต่างก็แก้ให้เข้ากับคติลัทธิทางศาสนาที่ตนนับถือ เช่น มีการทำบุญสุนทานเพิ่มขึ้นในทางพุทธศาสนา เป็นต้น แต่ที่สุด ก็คงเหลือแต่การเล่นสนุกสนานรื่นเริงกันเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การลอยกระทงจึงมีอยู่ในชาติต่างๆทั่วไป และการที่ไปลอยน้ำ ก็คงเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยา ที่มนุษย์โดยธรรมดา มักจะเอาอะไรทิ้งไปในน้ำให้มันลอยไป

ทำไมกระทงส่วนใหญ่เป็นรูปดอกบัว

ใน หนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือตำนานนางนพมาศ ซึ่งเป็นพระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองว่าเป็นเวลาเสด็จประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีใน เวลากลางคืน และได้มีรับสั่งให้บรรดาพระสนมนางในทั้งหลายตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูป เทียนนำไปลอยน้ำหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ พระสนมเอกก็ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่งถามถึงความหมาย นางก็ได้ทูลอธิบายจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า ” แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน ” ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นโคมลอยรูปดอกบัวปรากฏมาจนปัจจุบัน

5 ตำนาน ประวัติวันลอยกระทง ลอยกระทง

ประวัติวันลอยกระทงเล่ากันเป็นตำนานและความเชื่อ รวมถึงมีบันทึกอยู่ในบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เว็บไซต์กรมส่งเสริมวัฒนธรรมสรุปตำนานวันลอยกระทงไว้ 5 เรื่อง ดังนี้

ตำนานที่ 1 ประวัติวันลอยกระทง ว่าเป็นการบูชาพระพุทธบาท

ตำนานวันลอยกระทงที่เกี่ยวข้องกับการบูชาพญานาคและรอยพระพุทธบาทนั้น มาจากพุทธชาดก เรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา นางสุชาดาผู้เป็นอุบาสิกาได้ถวายข้าวมธุปายาสด้วยถาดทอง วันหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าเสวยหมดแล้วจึงนำถาดมาลอยน้ำ โดยตั้งสัตยาธิษฐานว่าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ ขอให้ถาดนี้ลอยทวนน้ำ ปรากฏว่าถาดนี้ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล จมถูกหางของพญานาคผู้รักษาบาดาล พญานาคจึงขึ้นมาหาพระพุทธเจ้าและขอให้พระองค์ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อให้พวกตนได้ขึ้นมาถวายสักการะ หลังจากนั้นสาวใช้ของนางสุชาดาได้พบเห็นจึงไปบอกนางสุชาดา ทุกปีนางสุชาดาก็นำถาดใส่ดอกไม้ เครื่องหอมมาสักการะพระพุทธบาท

ประวัติวันลอยกระทง
ประวัติวันลอยกระทง

ตำนานที่ 2 ความเชื่อเพื่อบูชาเทพในศาสนาพราหมณ์

ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ มีพิธีกรรมลอยประทีปเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 พระองค์ ได้แก่ พระอิศวร, พระนารายณ์ และพระพรหม ซึ่งตามคัมภีร์ “ทีปาวลี” จะลอยประทีปก่อนการลอยกระทง และต่อมาเมื่อชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องดีจึงนำมาปรับใช้กับการบูชารอยพระพุทธบาทเพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้าในเดือนสิบสอง

ตำนานที่ 3 ตามความเชื่อการสร้างเจดีย์ของพระเจ้าอโศกมหาราช

ตำนานลอยกระทงตามความเชื่อชาวพม่า กล่าวไว้ว่า ในยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่ต้องการสร้างเจดีย์ให้ครบ 84,000 องค์ แต่ถูกพระยามารคอยขัดขวาง พระองค์จึงขอให้พระอรหันต์ช่วย พระอรหันต์องค์นี้คือพระอุปคุต ได้ไปขอให้พญานาคเมืองบาดาลช่วย พญานาคช่วยปราบพระยามารจนสำเร็จ เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 12 ชาวเมืองจึงลอยกระทงเพื่อบูชาพญานาค

ตำนานที่ 4 ประวัติวันลอยกระทงตามความเชื่อล้านนา ลอยกระทง วัน ไหน

ครั้งหนึ่งได้มีโรคอหิวาต์ระบาดที่อาณาจักรหริภุญชัย ส่งผลให้ชาวบ้านล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่คนที่รอดก็ได้อพยพไปอยู่ที่เมืองสะเทิมและหงสาวดี เป็นเวลา 6 ปี ผู้ที่อพยพกลับจึงจัดธูปเทียนสักการะล่องไปตามลำน้ำเพื่อรำลึกถึงญาติที่อยู่ในเมืองหงสาวดี เรียกกระทงนี้ว่า สะเพา (สะ-เปา) กระทำในวันเพ็ญเดือนสิบสอง

ตำนานที่ 5 ประวัติวันลอยกระทงตามความเชื่อของจีน

เมื่อในอดีตทางตอนเหนือของจีนเกิดน้ำท่วมจนชาวบ้านอพยพไม่ทัน ตายกันเป็นแสนๆ คน เมื่อญาติหาศพไม่พบจึงเกิดเป็นประเพณีที่ชาวบ้านนำอาหารใส่กระทงลอยเพื่อเซ่นไหว้วิญญาณผู้ที่เสียชีวิต พิธีกรรมนี้มักทำในตอนกลางคืน เพราะเชื่อว่าผีชอบความสงบ ในภาษาจีนเรียกการลอยกระทงเซ่นวิญญาณนี้ว่า “ปั่งจุ๊ยเต็ง” ตรงกับประเพณีลอยโคมของไทย

นอกจากนี้ ยังมีประวัติวันลอยกระทงของไทย จากหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ บนศิลาจารึกได้บันทึกถึงประวัติวันลอยกระทงไว้ว่าเป็นประเพณีที่เริ่มต้นจากนางนพมาศ ผู้เป็นสนมเอกในรัชกาลพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ขณะช่วงเทศกาลออกพรรษา นางนพมาศได้คิดทำกระทงขึ้นมาเป็นรูปดอกบัว ให้ทรงลอยตามกระแสน้ำไหล และคิดคำร้องถวายพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่าพระราชพิธีจองเปรียง มีข้อความระบุไว้ ดังนี้

“… การพระราชพิธีจองเปรียง ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ เป็นวันนักขัตฤกษ์ชักโคม ลอยโคม นางนพมาศ ได้ประดิษฐ์โคมลอย ตกแต่งเป็นรูปดอกกระมุทมาน กลีบรับแสงพระจันทร์ ใหญ่ประมาณเท่ากระทงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย แล้วก็เอาผลพฤกษา ลดาชาติมาแกะจำหลักเป็นรูปมยุระคณาวิหคหงส์ ให้จับจิกเกสรบุปผชาติอยู่ตามดอกกระมุท เป็นระเบียบเรียบร้อยวิจิตรไปด้วยสีย้อมสดสว่างควรจะทอดทัศนายิ่งนัก ทั้งเสียบแซม เทียน ธูป และประทีปน้ำมันเปรียงเจือด้วยไขข้อพระโค…”

ลักษณะดอกไม้ที่ใช้ทำเป็นรูปกระทง คือดอกกระมุท หรือดอกโกมุท เป็นดอกบัวที่บานในเวลากลางคืน เมื่อนำไปลอยน้ำก็จะลอยได้ไม่จม ในบันทึกยังระบุว่าใช้ผลไม้แกะสลักเป็นรูปทรงต่างๆ ที่วิจิตรสวยงามแซมไปกับกระทง และเมื่อประดับด้วยเทียน ก็สวยงามมากขึ้น

ในบันทึกยังระบุถึงการเผาเทียนเล่นไฟอันเป็นเทศกาลที่มีชาวเมืองมาเที่ยวมาก ดังนั้นในปี พ.ศ. 2520 นายนิคม มุสิกคามะ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จึงได้รื้อฟื้นประเพณีเผาเทียนเล่นไฟกลับมาอีกครั้ง ทางกรมศิลปากร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้จัดงานเผาเทียนเล่นไฟที่สุโขทัยมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่กล่าวถึงประเพณี พระราชพิธีสิบสองเดือน ก็ได้กล่าวถึงประเพณีลอยพระประทีป โดยเป็นการละเล่นของหลวง และราษฎร จัดการละเล่นดอกไม้เพลิงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

คำสำคัญ

  • เล่า ประวัติวัน ลอยกระทง
  • สรุปวันลอยกระทง
  • ประวัติวันลอยกระทง pdf
  • ประวัติวันลอยกระทง 2563
  • ประวัติ วัน ลอยกระทง doc
  • ประวัติวันลอยกระทงสั้นๆ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • ติดตั้ง TikTok บนคอมพิวเตอร์ของคุณ – คำแนะนำทีละขั้นตอน
  • วิธีค้นหางานใน jobsDB ให้ได้ผลแม่นยำที่สุด
  • Meme คืออะไร? วิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างมีม

Back to top button